<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[พระราชกรณียกิจ]]></title>
<link>https://prachinburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/3393</link>
<atom:link href="https://prachinburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/3393" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[เสด็จโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ ตำบลบางแดน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี]]></title>
<link>https://prachinburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/440281</link>
<guid isPermaLink="false">c9a0ea371f01f74615962fbef15713ce</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 12:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันพุธที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑<br />
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปทอดพระเนตรโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ ตำบลบางแดน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรอรับเสด็จอยู่ ณ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีที่ดินส่วนพระองค์ จำนวน ๓๘๔ ไร่ ณ ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ตามโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับเกษตรกรทั่วไป ครั้นเสด็จฯ ถึง โครงการพัฒนาส่วนพระองค์แล้ว อธิบดีกรมชลประทานและอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับผลการดำเนินโครงการฯ และเสด็จพระดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรข้าวป่าตามสภาพธรรมชาติ และการแสดงข้าวที่ตัดมาทั้งรวง ตลอดจนข้าวที่สีซ้อมแล้วพันธุ์ต่าง ๆ ทรงพระราชทานพระราชดำริว่า พันธุ์ข้าวที่ผลิตได้นั้นไม่ควรมุ่งด้านการจำหน่าย แต่ควรหาวิธีการจัดระบบในรูปแบบของ ธนาคารเกษตร โดยให้เกษตรกรยืมข้าวพันธุ์ไปปลูกแล้วนำมาคืนในภายหลังในเวลาที่กำหนด เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังแปลงนาข้าว&nbsp;โดยต้องวางระเบียบให้รัดกุมและเหมาะสม ในโอกาสนี้ ทรงมีพระราชดำรัสถึงข้าวกล้องว่า เป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้เสวยอยู่เป็นประจำ จากนั้นทรงพระดำเนินไปทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาข้าว ซึ่งพันธุ์ข้าวที่ทรงเกี่ยวนั้นเป็นพันธุ์ข้าวหอมสุพรรณ เสร็จแล้ว ทอดพระเนตรการเกี่ยวข้าวของราษฎร จำนวน ๑,๐๐๐ คน จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังร้านค้าเพื่อชุมชน ทรงพระราชดำเนินทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง แล้วทรงพระราชดำเนินผ่านแปลงปลูกพืชหมุนเวียนไปทอดพระเนตรการเลี้ยงกบพันธุ์พื้นบ้านในบ่ออนุบาลและในกระชัง ในโอกาสนี้ ทรงมีพระราชดำริให้เลี้ยงกบในบริเวณนาข้าว ทั้งนี้ เพื่อให้กบทำหน้าที่ปราบแมลงที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติของกบอยู่แล้ว จะได้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปราบศัตรูพืชมากเกินไป จนอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงเรือนเพาะเห็ด อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดโคน เห็ดเป๋าฮือ และเห็ดหูหนู ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอยู่ในบริเวณโครงการฯ ได้มีราษฎรกราบบังคมทูลว่า น้ำที่ได้จากการขุดเจาะบ่อบาดาลมีสภาพเป็นกรดมาก ไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมชลประทานพิจารณาหาทางช่วยเหลือโดยด่วน โดยหาทางปรับปรุงคุณภาพน้ำที่มีสภาพเป็นน้ำเปรี้ยวดังกล่าว เช่น ใช้วิธีเติมปูนและหินฝุ่นลงไปในแหล่งน้ำ และเสด็จพระราชดำเนินผ่านแปลงผักปลอดสารพิษ และแปลงผักอนามัยไปยังพลับพลาที่ประทับ บริเวณโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ทรงปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด อันประกอบด้วย ปลาชะโอน ปลาน้ำเงิน ปลาม้า ปลานิล ปลาแก้มช้ำ&nbsp;ปลาตะเพียนทอง และปลากระทุงเหว ลงในบ่อเลี้ยงปลาของโครงการฯ ทรงปลูกต้นกันเกราและต้นลำดวนเป็นที่ระลึก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://prachinburi.prd.go.th/th/file/get/file/202511101222377aafdb47507d3896a4c88b919c125943.png' type='image/png' length='243026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เสด็จเปิดพระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ภูวนาถฯ ณ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี]]></title>
<link>https://prachinburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/440268</link>
<guid isPermaLink="false">9b90b2130be5e52416a20a321f0b30db</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 12:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕<br />
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ณ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี<br />
พระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถนี้ตั้งอยู่บริเวณค่ายจักรพงษ์ ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๒๕ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔๐ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่ ๔ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) เมื่อเจริญพระชันษาได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อจบการศึกษาแล้วได้ทรงเข้ารับราชการประจำกรมทหารม้าฮูชชาร์ ทหารรักษาพระองค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ เสด็จกลับประเทศไทย ทรงเป็นนายทหารประจำกรมทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ กรุงเทพฯ ต่อมาได้เสด็จไปศึกษาวิชาเสนาธิการทหารที่รัสเซีย ทรงมีโอรสหนึ่งคือ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖&nbsp;ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพลโทเสนาธิการทหารบก และได้ทรงปรับปรุงกิจการทหารให้เจริญก้าวหน้า จนได้รับพระราชทานยศเป็นจอมพล เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐&nbsp;ขณะนั้นที่จังหวัดปราจีนบุรี มีหน่วยทหารเพียงหน่วยเดียวคือ กรมทหารราบที่ ๑๙ ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำปราจีนบุรี (บริเวณศาลากลางจังหวัดและที่โรงเรียนประจำจังหวัดชายในปัจจุบัน) จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า การวางกำลังของหน่วยทหารในขณะนั้นไม่สู้จะเหมาะสมกับสถานการณ์ทางทหารบางประการ จึงได้โปรดให้ย้ายกรมทหาราบที่ ๑๙ มาตั้งทางฝั่งเหนือของแม่น้ำปราจีนบุรี ได้ทรงพิจารณาเลือกเอาบริเวณดงพระราม เป็นที่ตั้งของหน่วยทหารโดยในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ โปรดให้กรมทหาราบที่ ๙ และกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๙ และทหารพาหนะเข้าประจำการเป็นหน่วยแรก ส่วนกรมทหารราบที่ ๓๙ ได้ยุบรวมกับกรมทหารราบ ที่ ๙ แล้ว เปลี่ยนเป็นกรมทหารราบที่ ๑๐ จากนั้นจอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ทรงประกอบพิธีเปิดค่าย เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ นับเป็นค่ายทหารแห่งแรกของกองทัพบก พร้อมกับประทานชื่อค่ายว่า &ldquo;ค่ายจักรพงษ์&rdquo; มีตราจักรกับกระบองซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ เป็นสัญลักษณ์ของค่าย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://prachinburi.prd.go.th/th/file/get/file/202511104a2e7495df4a2e914c885ce9e7690243124439.png' type='image/png' length='165742' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เสด็จประกอบพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถนนสุวรรณศร อาเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี]]></title>
<link>https://prachinburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/440237</link>
<guid isPermaLink="false">f9717bc281535662b71a2677920b8114</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 12:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันจันทร์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔<br />
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากสวนจิตรลดา มายังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทรงประกอบพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถนนสุวรรณศร อำเภอเมืองปราจีนบุรี&nbsp;จังหวัดปราจีนบุรี<br />
พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประดิษฐานอยู่ภายในศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งตั้งอยู่บริเวณวงเวียนสี่แยกนเรศวรหรือสี่แยกเนินหอม เมื่อครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกรีฑาทัพไปปราบพระยาละแวก &ldquo;เจ้าเขมร&rdquo; ที่เป็นกบฏ โดยเสด็จพระราชดำเนินยกทัพผ่านจังหวัดปราจีนบุรี สันนิษฐานว่าได้ประทับแรมที่บริเวณเนินหอม ตำบลบ้านพระ แขวงเมืองปราจีนบุรี คือตรงบริเวณที่สร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้</p>

<p>พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปปราบเขมรใน พ.ศ. ๒๓๒๖ เส้นทางเดินทัพผ่านจังหวัดปราจีนบุรี ทรงตั้งค่ายหรือปลงทัพ ที่ตำบลค่ายทำนบ ปัจจุบันอยู่ที่ป่าลึกห่างจากอำเภอวัฒนานคร ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ในเขตแดนอรัญประเทศ ค่ายทำนบนี้ จัดว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อันเป็นเครื่องระลึกถึงพระองค์ ตอนเสด็จออกตีเขมร<br />
เมื่อดีเมืองละแวกได้แล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดให้พระเอกาทศรถรออยู่ คุมเชิงเขมรก่อน ส่วนพระองค์เสด็จกรีฑาทัพกลับกรุงศรีอยุธยาโดยผ่านแขวงเมืองปราจีนบุรี<br />
ภายในศาลนั้นประดิษฐานพระบรมรูปหล่อด้วยทองเหลืองรมดำ ขนาดเท่าพระองค์จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดศาล เป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๔ นับเป็นอนุสรณ์สถานที่เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อให้อนุชนชาวไทยได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://prachinburi.prd.go.th/th/file/get/file/202511100568015fa4646f09fba963fd23c94261121851.png' type='image/png' length='177880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เสด็จถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดแก้วพิจิตร อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี]]></title>
<link>https://prachinburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/440222</link>
<guid isPermaLink="false">ee2761e8f7757676039c8c90445fda86</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 11:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๗<br />
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่งจากสถานีจิตรลดา มายังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดแก้วพิจิตร อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และเสด็จพระราชดำเนินมายังศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี (หลังเก่า) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีในปัจจุบัน ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับข้าราชการ ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ นับเป็นครั้งแรกที่ทรงเสด็จเยือนจังหวัดปราจีนบุรี<br />
พระอุโบสถวัดแก้วพิจิตร ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรี หรือแม่น้ำบางปะกง ตำบลบางบริบูรณ์ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชนในเมือง ห่างจากศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี (หลังเก่า) ประมาณ ๒ กิโลเมตร วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนางประมูล โภคา (แก้ว ประสังสิต ) บนเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้เข้ามาพัฒนาสร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ อันประกอบด้วย อาคารเรียนปริยัติธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ พระอุโบสถ พ.ศ. ๒๔๖๓ อาคารหอไตร พ.ศ. ๒๔๖๔<br />
พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด ๕ ห้อง มีเฉลียงรอบ กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๒๑.๓๐ เมตร ตัวอาคารวัดจากผนังกว้าง ๑๐.๕๐ เมตร ยาว ๓๖.๕๐ เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงแก้วล้อมรอบ บนกำแพงแก้วมีลายดอกไม้ในวงกลมตรงกลางผนังทุกห้อง เสากำแพงแก้ว มีหัวเสาเป็นแท่งตั้งกระถางต้นไม้ที่กึ่งกลางแนวกำแพงแต่ละด้านมีซุ้มประตูเป็นชั้น ๆ ประดับปูนปั้น ลายหน้าสิงห์ ลายดอกไม้ และนาฬิกา ระหว่างกำแพงแก้ว และอุโบสถเป็นลานประทักษิณ มีซุ้มใบเสมาทรงมณฑปอยู่เป็นระยะๆ<br />
พระอุโบสถหลังนี้จำลองแบบมาจากวัดพระเจ้าข้างเผือกที่เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา คือมีหลังคามุงกระเบื้อง มีมุขประเจิดทั้งหน้าและหลัง ถัดลงมาเป็นหลังคาเฉียงรอบ ๒ ขั้น ทีสันหลังคา ประดับบราลีและช่อฟ้า หน้าบันปูนปั้นเขียนสีเป็นรูปวิมานพระอินทร์ ตอนล่างของหน้าบันเป็นลายกระจังฐานพระ มีสาหร่ายรวงผึ้ง หลังเสามุขประเจิดประดับปูนปั้นเป็นตัวมกร ฝาผนัง อุโบสถฉาบปูน ตอนบนเขียนภาพปูนปั้นเป็นลายเครื่องแขวนสลับภาพบุคคลครึ่งตัว ลักษณะคล้ายชาวตะวันตก หน้าต่างที่ผนังด้านข้างมีข้างละ ๕ ช่อง ประตูด้านหน้าและด้านหลังมีช่องประตูข้างละ ๒ ช่อง มีบันไดขึ้นจากเฉลียงตรงกลางระหว่างช่องประตู มีปูนปั้นภาพเรื่องรามเกียรติ์ ซุ้มประตูและหน้าต่างทำลายปูนปั้นเป็นลายก้านขด มีเศียรนาค ประดับใต้ช่องหน้าต่างทำเป็นภาพลิงแบกบานประตูหน้าต่างนอกเดิมเป็นลายรดน้ำภาพทวารบาลทั้ง ๒ บาน ยอดซุ้มหน้าต่างเป็นไม้ฉลุ<br />
เฉลียงรอบพระอุโบสถมีเสานาคเรียงรับหลังคาเป็นเสากลม หัวเสาแบบใบผักกาดหรือโครินเธียน ตามศิลปะแบบตะวันตก ประดับเทพพนม ฐานเสาประดับลายปูนปั้นรูปม้า พื้นเฉลียงปูด้วยกระเบื้องเคลือบสี<br />
ผนังด้านในเดิมมีภาพจิตรกรรมแผ่นผ้าติดกรอบประดับอยู่แต่ถูกโจรกรรมไปหมด ผนังตอนบนเป็นภาพจิตรกรรมปูนเปียก เป็นภาพริ้วชายผ้ารอบผนังทั้ง ๔ ด้าน เพดานอุโบสถเป็นสีขาว มีลายดาวสีทองตรงกลางและที่มุมเป็นลายพุ่ม<br />
ภายในพระอุโบสถมีเสา ๔&nbsp;ต้น เป็นเสากลมเซาะร่องเป็นริ้วยาวตลอด เสาทาสีแดง ร่องริ้วเสาทาสีทอง หัวเสาเป็นแบบใบผักกาดหรือโครินเธียน เช่น บานประตูหน้าต่างด้านในเขียนภาพ สีน้ำมันรูปช่อดอกไม้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://prachinburi.prd.go.th/th/file/get/file/20251110502cdb04eb3b85291a036c9f9714b657113922.png' type='image/png' length='179128' />
</item>
</channel>
</rss>
